About

การแบ่งลักษณะตามรูปร่างของเฟอร์นิเจอร์


การแบ่งลักษณะตามรูปร่างของเฟอร์นิเจอร์ 
เฟอร์นิเจอร์ทั้งประเภทที่ใช้ภายนอกอาคารและภายในอาคารสามารถแบ่งประเภทของ เฟอร์นิเจอร์ตามลักษณะรูปร่างของเฟอร์นิเจอร์ จะใช้เกณฑ์การพิจารณาในด้านรูปร่างลักษณะของเฟอร์นิเจอร์ว่ามีลักษณะอย่างไร ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทดังนี้

1. เฟอร์นิเจอร์ประเภทตู้ (BOX-TYPE FURNITURE) เฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้ทำหน้าที่เป็นที่เก็บภาชนะสิ่งของต่าง ๆ และรับน้ำหนักของภาชนะและสิ่งของที่เก็บโดยตรง สนองความต้องการของผู้ใช้เฟอร์นิเจอร์ทั้งทางด้านประโยชน์ใช้สอยและเพื่อการ ตกแต่งภายในและภายนอกอาคาร บ้านพักอาศัย เฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้ได้แก่ ตู้เตี้ย ตู้สูง ตู้เสื้อผ้า ชั้นวางของ ตู้ห้องครัว ตู้ลอย เป็นต้น)
2. เฟอร์นิเจอร์ประเภทขา (LEGS-TYPE FURNITURE) เฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้ทำหน้าที่รับน้ำหนักของคนโดยตรง และส่วนรองลงไปก็คืออุปกรณ์และสิ่งของต่างๆ โดยมีขาของเฟอร์นิเจอร์รองรับน้ำหนักทั้งหมดและถ่ายน้ำหนักลงมาที่พื้นห้อง เฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้ได้แก่ เก้าอี้นั่งทำงาน เก้าอี้นั่งพักผ่อน เก้าอี้รับประทานอาหาร โต๊ะทำงาน โต๊ะอ่านหนังสือ เป็นต้น
3. เฟอร์นิเจอร์ประเภทบุ (UPHOLSTERY-TYPE FURNITURE) เฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้ผลิตจากวัสดุภายในที่เป็นไม้ หรือโลหะประกอบเป็นโครงสร้าง และหุ้มด้วยฟองน้ำ โฟมยาง โฟมวิทยาศาสตร์แล้วปิดทับผ้าหรือหนังชนิดต่าง ๆ ตัวอย่างเฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้ได้แก่ เก้าอี้รับแขก สตูลนั่งแต่งตัว เก้าอี้สำนักงาน ส่วนประกอบของเก้าอี้ที่เป็นที่นั่งและพนักพิง เป็นต้น
4. เฟอร์นิเจอร์ประเภทที่ขึ้นรูปด้วยแม่แบบ (MOLDED-TYPE FURNITURE) ในอดีตเฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้ใช้ไม้อัด หรือไม้บางอัดกับแม่แบบเป็นรูปร่างตามแบบโดยใช้ความร้อนและกาวช่วยในการดัด แต่ในปัจจุบันเป็นเฟอร์นิเจอร์จำพวกที่เป็นพลาสติกอัดขึ้นรูปตามแม่แบบ การผลิตเฟอร์นิเจอร์ในระบบนี้มีต้นทุนสูง เมื่อผลิตจำนวนน้อยชิ้นจะไม่คุ้มกับการลงทุน จำเป็นต้องผลิตจำนวนมากจึงทำให้ต้นทุกต่อหน่วยต่ำลงมาก เฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้ได้แก่ เก้าอี้พลาสติก เก้าอี้อาบแดดบริเวณสระว่ายน้ำ เป็นต้น

Cradit:  http://nopsakon-net.blogspot.com/2007/03/1.html

Read more

การแบ่งลักษณะของเฟอร์นิเจอร์ตามสถานที่ใช้งาน

การแบ่งลักษณะของเฟอร์นิเจอร์ตามสถานที่ใช้งาน 
การแบ่งตามลักษณะสถานที่ใช้งาน โดยจะใช้เกณฑ์พิจารณาว่าเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นไปตั้งอยู่ที่ใด ห้องหรืออาคารประเภทใดสามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้ คือ

1. เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ในบ้านพักอาศัย เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในห้องต่างภายในบ้านพักอาศัย ซึ่งส่วนใหญ่ของเฟอร์นิเจอร์ในปัจจุบันเป็นประเภทนี้ ซึ่งสามารถแยกย่อยตามห้องต่าง ๆ ภายในบ้านพักอาศัยได้ดังต่อไปนี้ คือ
1.1 ห้องนอน (BED ROOM)
ซึ่งในชีวิตของมนุษย์เรานี้ 1 ใน 3 ของเวลาทั้งหมด จะใช้เวลาเกี่ยวกับการนอนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องดังต่อไปนี้
-เตียงนอน (BED) -ตู้เสื้อผ้า (WARDROBES) -โต๊ะหัวเตียง (NIGHT TABLE) -ตู้ (CLOSETS) -โต๊ะแต่งตัว (DRESSING TABLE) -เก้าอี้สำหรับแต่งตัว (STOOL OR SMALL CHAIR)
1.2 ห้องพักผ่อน (LIVING ROOM)
เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ในส่วนรวมของบ้านพักอาศัย คือสมาชิกภายในครอบครัวได้ใช้กัน รวมถึงเป็นหน้าตาเพื่อรับแขกที่มาเยี่ยมเยือนดังนั้นเฟอร์นิเจอร์ภายในห้อง นี้บางครั้งสะท้อนความเป็นภาพลักษณ์ของเจ้าของบ้าน ซึ่งมีเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องดังต่อไปนี้
-เก้าอี้ยาว (SOFAS) -เก้าอี้เท้าแขน (ARM CHAIRS) -โต๊ะกลาง (COFFEE TABLE) -โต๊ะข้าง (SIDE TABLE) -เก้าอี้พักผ่อน (EASY CHAIR) -ตู้ข้าง (CABINETS) -เก้าอี้โยก (ROCKIING CHAIRS)
1.3 ห้องรับประทานอาหาร (DINING ROOM)
เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่วางไว้ภายในห้องรับประทานอาหาร ซึ่งมีเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องดังต่อไปนี้
-โต๊ะอาหาร (DINING TABLES) -เก้าอี้รับประทานอาหาร (DINING CHAIRS) -โต๊ะเตรียมเสิร์ฟอาหาร (SERVING TABLES) -ตู้ใส่ถ้วยชาม (CUPBOARD) -โต๊ะเลื่อน (SERVING WAGONS) -เก้าอี้ทรงสูง (HIGH CHAIRS)
1.4 ห้องครัว (KITCHEN ROOM)
เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ในห้องครัว หรือห้องเตรียมอาหาร เฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้ค่อนข้างแข็งแรง ทนความชื้น ทำความสะอาดและดูแลรักษาง่าย ซึ่งมีเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องดังต่อไปนี้
-ตู้เก็บของ (STORAGE CABINETS) บนตู้เก็บของอาจจะมี อ่างล้างจาน (SINKS) เตาหุงต้ม (RANGES) และมีช่องว่างสำหรับวางตู้เย็น (REFRIGERATORS) -โต๊ะเตรียมอาหาร (CATERING TABLES) -ตู้เก็บถ้วยชาม (CUPBOARD) -ตู้ลอย หรือชั้นลอย (HANGING & SHELVES) -ที่เตรียมอาหาร (DISPOSERS)

cradit: http://nopsakon-net.blogspot.com/2007/03/1.html

Read more

การแบ่งประเภทของเฟอร์นิเจอร์ออกตามลักษณะต่าง ๆ

 
 ประเภทของเฟอร์นิเจอร์(Cradit: http://nopsakon-net.blogspot.com/2007/03/1.html)

การแบ่งประเภทของเฟอร์นิเจอร์ สามารถที่จะแบ่งประเภทของเฟอร์นิเจอร์ออกตามลักษณะต่าง ๆ ได้ดังต่อไปนี้ แบ่งตามลักษณะการติดตั้ง การแบ่งประเภทของเฟอร์นิเจอร์ตามลักษณะการติดตั้ง จะใช้เกณฑ์การพิจารณาในด้านการติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ว่า มีการติดตั้งแบบถาวรไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้หรือเป็นวางตั้งธรรมดาและสามารถ เคลื่อนย้ายได้ ซึ่งสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภทดังนี้

1. เฟอร์นิเจอร์ประเภทติดประกอบกับตัวอาคาร (BLUIT IN FURNITURE)
เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ติดอยู่กับอาคาร หรือเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ขนเคลื่อนย้ายไม่ได้ เช่น ตู้ติดผนัง หากมีการเคลื่อนย้ายอาจจะทำให้เฟอร์นิเจอร์มีการเสียหายได้ ข้อดี -ระบบโครงสร้างของเฟอร์นิเจอร์แข็งแรง เฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้เป็นประเภทที่มีโครงสร้างต่อเนื่องกันเป็นช่องว่าง (UNIT) ใหญ่ ฉะนั้นจะต้องมีชิ้นส่วนของโครงสร้างมากขึ้น ทำให้เกิดระบบโครงสร้างที่มั่นคงและอีกประการหนึ่ง บางส่วนของโครงสร้างมีความจำเป็นต้องยึดติดกับอาคาร ฉะนั้นย่อมจะให้ความแข็งแรงมากขึ้นกว่าปกติ -มีขนาดสัมพันธ์กับเนื้อที่จัดวาง เพราะเฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้เมื่อมีการออกแบบจำเป็นต้องมีการวัดขนาดบริเวณ ติดตั้งเพื่อให้ได้ขนาดเฟอร์นิเจอร์สัมพันธ์กันพอดีและติดตั้งแล้วจะพอดีกับ ช่องว่างหรือพื้นที่ที่ติดตั้ง -ออกแบบด้านรูปทรงได้กว้างขวาง ในด้านรูปทรง (FROM) และในด้านการออกแบบ(DESIGN) ที่ได้อิสระมาก สามารถทำได้หลายรูปแบบ (STYLE) เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์กับห้อง ๆ นั้นกับอาคารหลังนั้น ด้านขนาดความกว้าง ยาวต่าง ๆ ไม่มีขอบเขตจำกัดมาก ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะของอขงที่จะติดตั้งเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าเป็นเฟอร์นิเจอร์ประเภทลอยตัว ต้องคำนึงถึงความกว้าง ความยาวและความสูงจะต้องมีความสัมพันธ์กันมาก มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาการทรงตัวไม่ดี อาจล้มได้ง่าย -เก็บสิ่งของสัมภาระได้มากเพราะว่า เฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้ได้รับการออกแบบและจัดวางมาโดยตรง ว่าจะให้มีหน้าที่เก็บของสัมภาระอะไร มีขนาดและปริมาณเท่าไรจึงสามารถเก็บสัมภาระได้มาก และตามซอกตามมุมต่างๆ ก็ยังสามารถดัดแปลงให้เก็บสิ่งของได้ ฉะนั้นเนื้อที่ที่จะสูญเสียไม่มีเลย แต่ถ้าเป็นเฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัวแล้วจะถูกจำกัดด้วยขนาด (เพราะขนาดของประตู ช่องทางเดิน และลักษณะการขนส่งบังคับ)ฉะนั้นการวางสัมภาระบางอย่างอาจวางได้น้อยชิ้น หรือวางสัมภาระหรือสิ่งของบางอย่างอาจไม่ได้เพราะมีขนาดใหญ่ไปไม่เหมาะสม เป็นต้น -สะดวกในการจัดวางในตำแหน่งต่าง ๆ ของตัวบ้าน เฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้สามารถจัดวางได้ทุกตำแหน่งของอาคาร เช่น ตั้งกับพื้นชิดกับผนัง แขวนหรือติดตั้งกับเพดานก็ได้ ซึ่งมีความแตกต่างกับเฟอร์นิเจอร์ประเภทลอยตัวซึ่งนิยมวางตั้งบนพื้นเท่า นั้น -ประหยัดวัสดุ เพราะโครงสร้างของเฟอร์นิเจอร์บางส่วนอาจอาศัยโครงสร้างของตัวอาคาร เช่น พื้น ผนัง เพดาน หรือเสา เป็นส่วนประกอบ ฉะนั้นทำให้ลดวัสดุลงไปได้บ้าง แต่ถ้าคิดราคาเปรียบเทียบกับเฟอร์นิเจอร์ประเภทลอยตัวแล้ว ยังคงแพงกว่า เพราะมีค่าแรงในการผลิตสูงกว่า ข้อเสีย -เคลื่อนย้ายลำบาก เพราะเฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้เป็นการติดตั้งถาวร และอาศัยโครงสร้างของอาคารประกอบด้วย หรือเพียงบางส่วนอาจเคลื่อนย้ายได้ แต่มีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก -ไม่เหมาะกับอาคารชั่วคราว เพราะเกิดปัญหาการขนย้าย และเกิดปัญหาการถอดรื้อถอน ฉะนั้นคิดว่าอาคารหรือบ้านที่ใช้อยู่นั้นจะต้องมีการรื้อถอน เปลี่ยนแปลงแก้ไข ก็ไม่ควรใช้เฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้เพราะจะรื้อถอดลำบาก และเกิดการชำรุดง่าย -ราคาการผลิตสูง เพราะเฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้ต้องใช้เครื่องมือและแรงงานมากในการผลิต การผลิตต้องมาผลิต ณ ที่ตั้งของเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นจึงทำให้ราคาการผลิตสูง -ซ่อมแซมลำบาก เพราะว่าชิ้นส่วนต่างๆ ของเฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้สลับซับซ้อน จำนวนชิ้นส่วนมาก การซ่อมแซมจะต้องมาซ่อมแซมที่ตั้ง บางครั้งทำใหม่อาจจะมีราคาถูกกว่าซ่อมแซม -แก้ไขแปลนและรูปแบบลำบาก ฉะนั้นการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้ จะต้องคำนึงถึงระยะเวลาในการใช้ให้มาก เพราะถ้าเกิดความเบื่อหน่ายทางด้านรูปแบบหรือการจัดวาง จะแก้ไขได้ลำบากมาก
2. เฟอร์นิเจอร์ประเภทลอยตัว (FREE STANDING FURNITURE) 
เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ทำสำเร็จจากโรงงาน ผ่านกระบวนการผลิตในระบบอุตสาหกรรม เฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้สามารถเคลื่อนย้ายได้ตามความต้องการ
ข้อดี
-ราคา ถูก เพราะเฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้มีการผลิตในระบบอุตสาหกรรม ผลิตจำนวนมาก ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยของเฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้มีราคาถูกกว่าเมื่อเปรียบเทียบ กับเฟอร์นิเจอร์ประเภทติดประกอบกับตัวอาคาร -ซ่อมบำรุงรักษาง่าย เพราะเฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้ ชิ้นส่วนบางชิ้นเป็นชิ้นส่วนมาตรฐาน สามารถหามาทดแทนกันได้ -เคลื่อนย้ายได้ เฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้สามารถเคลื่อนย้ายนำไปจัดวางตามสถานที่ต่างๆ ได้โดยไม่มีการชำรุดเสียหายในระหว่างการขนย้าย เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดวาง ก็สามารถเคลื่อนย้ายไปจัดวางที่แห่งใหม่ได้ง่าย
ข้อเสีย
-ไม่มีขนาดสัมพันธ์กับเนื้อที่จัดวางเพราะเฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้เมื่อได้รับ การออกแบบและผลิตจากโรงงานแล้วเป็นแบบมาตรฐาน บางครั้งอาจจะทำให้ไม่สามารถเข้าในพื้นที่หรือช่องว่างของห้องที่ผู้ซื้อไป ได้ลงตัว
-ระบบโครงสร้างของเฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้จะอาศัยรับน้ำหนัก ถ่ายแรงด้วยโครงสร้างของตัวมันเองเท่านั้น จึงมีความแข็งแรงอยู่ภายใต้ขีดจำกัด


Read more

ประเภทของกันสาด


 

อากาศค่อนข้างแปรปรวนบ่อยทั้งแดด ทั้งฝนที่ตกกระหน่ำ ลองหากันสาดสวยๆ ดีไซน์หรูๆ มาติดบ้านดู เผื่อป้องกันแสงแดดที่ร้อนระอุ และสายฝนที่จะกระหน่ำบ้านคุณดู ก็คงจะช่วยให้บ้านน่าดูขึ้นอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
บ้านที่ปล่อยให้แดดจัดๆส่องเข้าบ้านตรงๆเต็มๆ ความร้อนจะสะสมในบ้าน ทำให้พัดลมและเครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนัก การใช้ไฟฟ้าก็มากขึ้นด้วย ค่าใช้จ่ายก็จะตามมา กันสาดจึงเป็นเครื่องมือที่ดีช่วยบังแดดไม่ให้ส่องผ่านเข้ามาในบ้านได้ ควรติดกันสาดทางทิศตะวันตกและทิศใต้เช่นเดียวกับการปลูกต้นไม้ เพื่อให้ช่วยบังแดด
การติดตั้งกันสาดหรือแผงกันแดดที่ดีนั้นต้องเป็นกันสาดที่กันแสงแดดไม่ให้ส่องผ่านเข้ามาในบ้านได้เกือบทั้งหมด แต่ก็มีกัดสาดอีกรูปแบบหนึ่งที่แสงสามารถส่องผ่านเข้ามาได้ ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคลว่าจะชอบแบบไม่ให้มีแสงลอดหรือมีแสงลอดมาได้ แต่ข้อสำคัญก็อย่าติดมากถึงกับทำให้ภายในบ้านมืดจนต้องเปิดดวงไฟแสงสว่างในเวลากลางวัน เพราะแทนที่จะเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่าย กลับจะกลายเป็นเพิ่มค่าใช้จ่ายให้คุณอีกก็เป็นได้
กันสาดหรือแผงกันแดดประเภทที่เอามาติดเข้าที่ตัวบ้านในภายหลัง โดยมากมักจะต้องเป็นกันสาดหรือแผงกันแดดที่มีน้ำหนักเบา ๆ ยื่นยาวอกกมาได้ไม่มากนัก เนื่องจากไม่ได้มีการ
เตรียมโครงสร้างของบ้านไว้รองรับ เช่น พวกกันสาดอลูมิเนียม ไฟเบอร์กลาส ไปจนถึงระแนงไม้ และผ้าใบ พวกนี้ต้องมีการบำรุงรักษาและเปลี่ยนวัสดุบ้าง จะให้ดีควรต้องปรึกษาผู้รู้ก่อนติดตั้ง เพื่อป้องกันปัญหากับโครงสร้าง
ของตัวบ้าน ซึ่งก็จะมีอยู่ 2 ประเภทนั่นก็คือ 
 แบบใช้งานถาวร  แผ่นกันแดดแบบนี้มีอายุการใช้งานยาวนาน คงทนถาวร ใช้ค่าก่อสร้างสูง แต่เสียค่าบำรุงรักษาและซ่อมแซมน้อย จึงคุ้มค่ากว่าเมื่อเปรียบเทียบกับระยะเวลาใช้งาน แบ่งออกได้เป็น
   - คอนกรีตเสริมเหล็ก
   - โลหะประเภทอลูมิเนียม หรือเหล็กอลูมิเนียม
  
- โพลีกลาสและไฟเบอร์กลาส
   - ผ้าใบ ใช้ในลักษณะเช่นเดียวกับไม้ไผ่ หรือเป็นโครงเหล็ก
 ส่วนวิธีการติดตั้งกันสาดนั้น หลักๆ ก็จะมีอยู่สามรูปแบบก็คือ
กันสาดแนวราบ เหมาะสำหรับหน้าต่างด้านทิศเหนือและทิศใต้ ซึ่งการ ติดตั้งที่จะทำให้กันสาดทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากที่สุดก็คือ ด้านทิศเหนือ กันสาดควรมีระยะยื่นทำมุมอย่างน้อย 10 องศากับขอบล่างของหน้าต่าง ด้านใต้ให้ทำมุมอย่างน้อย 37 องศากับขอบ
กันสาดแนวดิ่ง เหมาะสำหรับด้านตะวันออกและตะวันตก เพราะสามารถบังแสง อาทิตย์ในช่วงเช้าและเย็นได้ดี แต่การออกแบบกันสาดแนวดิ่ง เพื่อบังแดดในทุกช่วง เวลาคงทำได้ยาก นั่นเพราะ ตำแหน่งของดวงอาทิตย์ในบ้านเรา ที่เวลาต่างๆ ในแนว ทิศตะวันออก และตะวันตก จะมีการเบี่ยงเบนมาก ฉะนั้นการออกแบบที่เหมาะสมก็โดย ทำมุมประมาณ 30 องศากับระนาบผนัง
กันสาดเป็นอุปกรณ์บังแสงแดดให้กับหน้าต่างซึ่งสามารถช่วยลดปริมาณความร้อนจากแสงอาทิตย์ ไม่ให้เข้าสู่อาคารและตัวบ้านได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพมากขึ้นก่อนอื่นควรเลือกใช้ให้ถูกต้องด้วย
 1. หน้าต่างที่อยู่ทางทิศเหนือและใต้ควรใช้กันสาดในแนวราบ จะบังแดดช่วงเที่ยงจนถึงบ่ายได้ดี
2. กันสาดแนวดิ่ง จะช่วยบังแดดช่วงเช้าและเย็น เหมาะสำหรับหน้าต่างที่อยู่ทางทิศตะวันออกแลทิศ    ตะวันตก
3. กันสาดแบบผสม เป็นการนำเอาคุณสมบัติที่ดีของทั้งแนวราบ และแนวดิ่งมารวมกัน ทำให้สามารถป้องกันแสงแดดได้ตลอดวัน
4. กันสาดแบบที่นำมาติดกับตัวบ้านภายหลังควรเลือกใช้กันสาดที่มีน้ำหนักเบา เช่น ไฟเบอร์กลาส ระแนงไม้ หรือผ้าใบ เพื่อป้องกันการเกิดปัญหากับโครงสร้างของตัวบ้าน
ถ้าให้ดีก็อย่าติดกันสาดมากจนเกินไป จนถึงขนาดทำให้ในบ้านมืด เพราะแทนที่จะช่วยประหยัดพลังงานทำให้บ้านเย็น กลับต้องมาเสียค่าไฟเพิ่มในการให้แสงสว่างแทน
 

กันสาดโพลิคาร์บอเนต
คุณสมบัติและประโยชน์ของกันสาด Poly Carbonate
1.   มีความสวยงามกว่ากันสาดชนิดอื่น จึงสามารถติดตั้งได้กับบ้าน และอาคารได้ทุกแบบ
2.   ป้องกันแสง UV ได้ 100%
3.   น้ำหนักเบา จึงทำให้ประหยัดโครงสร้างไม่ต้องยุ่งยากเรื่องคอนกรีต และเสาเข็ม
4.   สามารถดัดโค้งได้ 360 ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 40 ทำให้สามารถออกแบบได้หลากหลายรูปแบบ
5.   ตัววัสดุ Poly Carbonate มีความทนทานต่อทุกสภาพอากาศ และรับประกันนานถึง 10 ปี
6.   ไม่ทำให้เกิดเสียงดัง ขณะฝนตก เนื่องจากตัววัสดุ Poly Carbonate มีลักษณะเป็นผนัง 2 ชั้น (Twin Wall) จึงทำให้ช่วยลดเสียงขณะทั้งฝนกระทบหลังคา กันสาดได้อย่างมาก
7.   มีสีให้เลือกมากกว่า 9 สี
 
ชนิดไม่มีแถบสี
1.  สีใส (clear)
2.  สีชา (Bronze)
3.  สีฟ้า (Greenish Blue)
4.  สีน้ำเงิน (Blue)
5.  สีชาเข้ม (Greenish Blue)
6.  สีขาวขุ่น (Opal White)

ชนิดมีแถบสี
1.  สีฟ้า
2.  สีใส
3.  สีชา


 
cradit: http://www.engineerthai.com/roof.htm
http://www.banbangkok.com/index.php?PHPSESSID=ae24eaf4b7becfdb9e3a08c52f168595&topic=776.0



 

Read more

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติของพื้น สถานที่เหมาะสม และราคา

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติของพื้น สถานที่เหมาะสม และราคา



ชนิดของพื้น ข้อดี ข้อเสีย สถานที่
เหมาะสม
ราคา
กระเบื้อง ทำความสะอาดง่าย มีแบบให้เลือกเยอะ ระวังการแตกหักมุม หากปูไม่ดี ทั่วไป หลากหลาย
แกรนิต สวยงาม หรูหรา ทนทาน เวลาเปียกจะลื่น ห้องรับแขก ค่อนข้างสูง
หินอ่อน สวยงาม หรูหรา เวลาเปียกจะลื่น ไม่แข็งเท่าแกรนิต ห้องรับแขก ค่อนข้างสูง
ไม้ สวยงาม มีคุณค่า อบอุ่น มักไม่ทนต่อความชื้น ห้องรับแขก
ห้องนอน
สูง
ปาร์เกต์ สวยงาม มีคุณค่า อบอุ่น มักไม่ทนต่อความชื้น และปัญหาปลวก ห้องรับแขก
ห้องนอน
ค่อนข้างสูง
ลามิเนต สวยงาม มักไม่ทนต่อความชื้น ห้องรับแขก
ห้องนอน
ปานกลาง
ทรายล้าง สวยงาม ทำความสะอาดยาก ลานจอดรถ
พื้นนอกบ้าน
ปานกลาง
คอนกรีตบล็อก ทำงานง่าย เร็ว ปรับเปลี่ยนง่าย อายุการใช้งานต่ำ เป็นคลื่น ทรุดง่าย สวนทางเดิน
 
ค่อนข้างต่ำ
พื้นขัดมัน ประหยัด เวลาเปียกจะลื่น ทั่วไป ต่ำ
  
credit:http://www.floordd.com/index.php?mo=3&art=416883

Read more

ประเภทของวัสดุปูพื้น

ทุกวันนี้มีวัสดุปูพื้นมากมายให้เราเลือกใช้ปูพื้นบ้าน ได้เหมาะสมตามความต้องการของเรา
ทั้งพื้นไม้ หิน และกระเบื้องเคลือบ โดยวัสดุประเภทไม้นั้นแบ่งออกได้หลายประเภทดังนี้

วัสดุปูพื้นประเภทไม้
 cradit:http://www.thaiwoodcentral.com/blog/

พื้นไม้จริงทั้งแผ่น หรือ solid wood ถึงจะเป็นวัสดุปูพื้นที่มีราคาค่อนข้างสูง แต่ก็มีคุณสมบัติเด่นที่ความทนทานและความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์ตามธรรมชาติ โดยไม้ที่นิยมใช้สำหรับทำพื้นบ้านนั้นได้แก่ ไม้มะค่า ไม้แดง และไม้สัก

cradit:http://www.mahaphant.com/th/whats-new/mahaphant-blog-detail.jsp?blogid=96

พื้นไม้เอนจิเนียร์ หรือ engineered wood เป็นวัสดุปูพื้นที่มีราคาย่อมเยา ทำจากไม้จริงประกบบนไม้เนื้ออ่อน เช่นแผ่นไม้สน หรือไม้ยางและมีขั้นตอนการติดตั้งที่ไม่ยุ่งยาก แต่อาจไม่ค่อยแข็งแรงทนทานนัก จึงควรคำนึงถึงลักษณะการใช้งานด้วย


พื้นไม้ลามิเนต เป็นวัสดุปูพื้นที่ทำขึ้นจากการบดย่อยไม้ให้ละเอียดแล้วนำมาอัดขึ้นแผ่นด้วยแรงดันสูง เป็นวัสดุปูพื้นที่แข็งแรงทนทานมีลวดลายคล้ายไม้จริงและมีโทนสีให้เลือกหลากหลาย ทำให้พื้นไม้ลามิเนตได้รับความนิยมมากในปัจจุบันนี้

วัสดุปูพื้นประเภทหิน 
cradit:http://www.thaiwoodcentral.com/blog/

พื้นประเภทหิน เช่น หินอ่อน และหินแกรนิต วัสดุประเภทนี้เป็นที่นิยมกันมากเช่นกัน นิยมเลือกใช้เพื่อเพิ่มความสวยงามและความภูมิฐานให้กับที่พักอาศัย แต่ก็ควรระวังเรื่องการเลือกใช้ เพราะหินอ่อนและหินแกรนิตมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันจึงควรเลือกใช้ให้ตรงกับสภาพการใช้งาน เนื่องจากหินอ่อน ถึงแม้จะแข็งแกร่งทนทาน และมีสีให้เลือกมากกว่า แต่พื้นผิวกลับไม่สามารถทนต่อรอยขีดข่วนได้ดีเท่าหินแกรนิต จึงเหมาะกับการใช้งานภายในบ้านหรือตัวอาคารมากกว่าในขณะที่หินแกรนิต มีความแข็งแรง และทนต่อรอยขีดข่วนได้ดี แต่มีสีให้เลือกไม่มากนัก

cradit:http://www.por-engineering.com/
พื้นกระเบื้อง วัสุดประเภทนี้เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากราคาไม่สูง แข็งแรง ดูแลรักษาง่ายและมีลวดลายให้เลือกเยอะแต่มีข้อควรระวังคือ เมื่อตัดสินใจเลือกลายกระเบื้องสำหรับปูแล้ว ควรซื้อสำรองเก็บไว้ เผื่อลายกระเบื้องที่ใช้ปูเกิดเสียหายอาจจะหาซื้อใหม่ไม่ได้ เพราะผู้ผลิตอาจจะยกเลิกการผลิตกระเบื้องลายนั้นไปแล้ว

cradit:http://www.thaiwoodcentral.com/blog/

Read more

Lor separat

jdjukrkkr

Video

Followers